ผีเสื้อคืออะไร
ผีเสื้อ คือ สัตว์ปีกอีกชนิดหนึ่งที่มีสีสรรสวยงามเเต่มีอายุไม่ยืนยาว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์จะมีผีเสื้ออยู่มากดังนั้นผีเสื้อก็
เป็นเครื่องบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ดังนั้นเราควรรักษาผีเสื้อ
ให้อยู่คู่กับป่าตลอดไป
ผีเสื้อก็เหมือนกับเเมลงทั่วไป
คือเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง มีขาเป็นปล้องจำนวน 6 ขา มีกระดูกสันหลังอยู่นอกลำตัวห่อ
หุ้มอวัยวะต่างๆไว้ ร่างกายประกอบด้วย 3 ส่วนด้วยกันคือ
หัว อกเเละท้อง ซึ่งเเต่ละส่วนเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญ

ระยะไข่
ในภาวะการสืบพันธุ์แบบปกติแล้วตัวเมียจะผสมกับตัวผู้ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ตัวผู้จะผสมกับตัวเมียได้หลายตัว เมื่อผสมพันธุ์กันแล้ว ตัวเมียจะหาที่วางไข่บนใบ และลำต้นของพืชอาหาร การเลือกพืชอาหารสำหรับไข่จะเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผีเสื้อพรรณ (specie) นั้น ๆ

ก่อนวางไข่ ตัวเมียมักตรวจสอบกลิ่นพืช โดยใช้หนวดและขนบริเวณปลายขาซึ่งมีเส้นประสาทรับกลิ่นสัมผัสกับตำแหน่งที่วางไข่ก่อน วิธีการนี้ทำให้ผีเสื้อสามารถวางไข่บนพืชอาหารของตัวเองได้อย่างถูกต้อง

ระยะวางไข่ผีเสื้อโดยทั่วไปตัวเมียจะวางไข่ประมาณหนึ่งร้อยฟอง มีอายุ 5-7 วัน และในหนึ่งร้อยฟองนี้ใช่ว่าจะเกิดเป็นผีเสื้อหนึ่งร้อยตัวในธรรมชาติเลย อัตราการรอดของผีเสื้อกลายมมาเป็นแมลงปีกสวยแค่ร้อยละ 2 เท่านั้น ที่เหลือต้องสวมบทบาทเป็นเหยื่อของนกและแมลงบางชนิดไปหรืออาจจะถูกลมฟ้าพัดพาไข่ให้ล่องลอยไปหมดโอกาสเป็นผีเสื้อในวันข้างหน้า

ดังนั้นวิธีการหลบเลี่ยงศัตรูของผีเสื้อจะใช้วิธีการพรางตัวให้กับใบไม้กิ่งไม้ บางครั้งหากไม่สังเกตจะไม่รู้ว่ากิ่งไม้แห้งมีผีเสื้อหลบภัยอยู่ ผีเสื้อส่วนใหญ่วางไข่ในลักษณะกระจาย คือ ไม่วางไข่ทั้งหมดอยู่บริเวณเดียวกัน จะวางเพียง 1-2 ฟองเท่านั้น ตำแหน่งที่วางไข่อาจแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่มักวางไข่ด้านล่างของใบพืช

ไข่ของผีเสื้อมีลักษณะของขนาด รูปร่าง สีสัน และลวดลายแตกต่างกันไป โดยขนาดของไข่นั้นจะเล็กมาก ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ในการศึกษาไข่ของผีเสื้อ เปลือกไข่ประกอบด้วยสารไคติน ที่เป็นสารชนิดเดียวกับเปลือกลำตัวของผีเสื้อและแมลงชนิดอื่นๆ และเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะพบรูเปิดเล็กๆเรียกว่า ไมโครพาย (micropyle)เป็นรูที่ทำให้น้ำเชื้อตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่ของตัวเมียได้

การวางไข่

หลังจากที่ผีเสื้อตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้วสักระยะหนึ่ง มันจะบินหาต้นพืชที่เป็นอาหารของตัวหนอนเพื่อวางไข่ โดยมันจะแตะปลายท้องในท่าที่จะวางไข่สัมผัสกับใบพืช และรู้ด้วยสัญชาตญาณพิเศษทันทีว่าใช่ใบพืชที่เป็นอาหารของตัวหนอนหรือไม่ ถ้าไม่ใช่มันก็จะบินหาต่อไป แต่ถ้าใช่มันจะยื่นส่วนท้องออกเล็กน้อย แล้วค่อยๆ วางไข่ ขณะที่วางไข่ผีเสื้อจะขับสารเหนียวๆ ออกมาด้วยเพื่อให้ไข่ยึดติดกับใบไม้

ผีเสื้อส่วนใหญ่วางไข่ไว้ใต้ใบ แต่ก็มีบางชนิดที่วางไข่ไว้บนใบ สำหรับผีเสื้อที่ตัวหนอนกินใบหญ้าเป็นอาหาร มันจะใช้วิธีบินเรี่ยๆต้นหญ้า แล้วปล่อยไข่ลงมาโดยที่มันไม่ต้องเกาะบนใบหญ้าเลย ผีเสื้อประเภทนี้จะวางไข่ครั้งละมากๆ เพราะต้องเผื่อไข่บางส่วนที่ขาดหายไป ผีเสื้อกลางคืนมักจะวางไข่เป็นกลุ่มและสลัดขนจากลำตัวของมันปกคลุมไข่ไว้
หนอนผีเสื้อ

หลังจากที่ผีเสื้อตัวเมียวางไข่แล้ว 2-3 วัน ก็เริ่มปรากฏตัวหนอนเล็กๆ ขึ้นภายในไข่ ประมาณ 5-10 วันนับจากที่เริ่มวางไข่ ตัวหนอนที่อยู่ภายในก็โตเต็มที่ มันจะใช้ปากเจาะเปลือกไข่ให้แตกและดันตัวออกมา จากนั้นจึงเริ่มกินเปลือกไข่ของตัวเองเป็นอาหารมื้อแรกทันทีที่โผล่ออกมาดูโลก ไม่มีคำยืยยันแน่ชัดว่าเพราะเหตุใดหนอนผีเสื้อจึงต้องกินเปลือกไข่ตัวเอง นักวิทยาศาสตร์บางท่านสันนิฐานว่า เปลือกไข่อาจมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของหนอนผีเสื้อ หรืออาจเป็นการทำลายหลักฐาน และร่องรอยที่จะทำใหศัตรูรู้ถึงแหล่งอาศัยของมัน เหมือนกับพ่อแม่ของนกบางชนิดคาบเปลือกไข่ของลูกไปทิ้งที่อื่น หลังจากที่ตัวหนอนกัดกินเปลือกไข่จนหมดก็จะเริ่มกินใบพืชเป็นอาหารต่อไป
หนอนลอกคราบ

หนอนเติบโตโดยการลอกคราบประมาณ 4-5 ครั้ง ขณะที่ผีเสื้อกลางวันลอกคราบครั้งสุดท้าย ผนังชั้นในเมื่อสัมผัสกับอากาศภายนอกจะแข็งตัว กลายเป็นเปลือกแข็งหุ้มตัวมันไว้เป็นดักแด้ ส่วนหนอนผีเสื้อกลางคืนนั้น เมื่อมันลอกคราบจนเติบโตเต็มที่แล้วจะขับใยเหนียวๆ ออกมาทางรู spinneret เพื่อทำเป็นรังไหมหุ้มตัวใช้เวลาในการสร้างรังไหมหุ้มตัวประมาณ 12-13 ชั่วโมง แล้วจึงเข้าสู่ระยะดักแด้ต่อไป
ตัวแก้วตัวบุ้ง

หนอนผีเสื้อมีชื่อเรียกอีกหลายอย่าง เช่น ตัวแก้วหรือหนอนแก้ว ตัวเขียวหวาน ตัวบุ้ง ตัวร่าน หนอนผีเสื้อกลางคืนบางชนิดมีขนที่มีพิษรุนแรง เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้เกิดผื่นคัน หรือเกิดอาการแสบได้มีรูปร่างหลายแบบ ในภาพเป็นหนอนผีเสื้อกลางวันวงค์ผีเสื้อขาหน้าพู่
หนอนกินเพลี้ย

หนอนผีเสื้อบางชนิดไม่กินใบพืชเป็นอาหาร เช่น หนอนผีเสื้อดักแด้หัวลิง(Spalgis epeus) กินพวกเพลี้ยเกล็ด หนอนผีเสื้อหนอนกินเพลี้ย(Miletus chinensis)กินเพลี้ยอ่อน หนอนของผีเสื้อมอท(Liphyra brassolis)อาศัยอยู่ในรังของมดแดงกินตัวอ่อนของมดแดง หนอนผีเสื้อพวกนี้จึงช่วยกำจัดศัตรูพืชบางส่วนให้เกษตรกรได้อย่างดี

หนอนศัตรูพืช ตัวหนอนของผีเสื้อที่สร้างความเสียหายให้แก่พืชไร่มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น หนอนผีเสื้อหนอนบังใบกินชมพู่เป็นอาหาร หนอนผีเสื้อชอนใบชอบกินใบละมุด หนอนผีเสื้อหนอนกอชอบเจาะต้นข้าวโพด หนอนผีเสื้อหนอนมะนาวชอบกัดกินใบส้มชนิดต่างๆ หนอนผีเสื้อหนอนคืบชอบกัดกินใบเงาะ เป็นต้น
วิธีต่อสู้ศัตรู

รูปร่างของหนอนผีเสื้อแตกต่างไปตามวงค์ของผีเสื้อ ระยะที่เป็นตัวหนอน เป็นระยะที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อการถูกนกและสัตว์อื่น ๆ จับกิน หนอนผีเสื้อบางชนิดจึงพรางตัวให้กลมกลืนกับใบไม้ที่เกาะอยู่ บางชนิดมีต่อมกลิ่น(osmeterium) อยู่ด้านหลังของส่วนหัว สามรถปล่อยกลิ่นฉุนรุนแรง ทำให้ศัตรูไม่กล้าเข้าใกล้ บางชนิดก็สามารถขยายส่วนหน้าของลำตัวให้พองโตได้เพื่อข่มขู่ศัตรู

ดักแด้

ระยะที่เป็นดักแด้ ผีเสื้อจะไม่กินอาหารใด ๆ เป็นเวลานานราว 7-10 วัน เป็นช่วงที่อันตรายมากอีกระยะหนึ่ง เพราะมันจะต้องอยู่นิ่ง ๆ ตลอดเวลา แต่ดักแด้ก็มีวิธีการพรางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย เช่น มีสีเขียวเหมือนใบไม้ มีสีน้ำตาลคล้ายใบไม้แห้ง บางก็มีรูปร่างเหมือนกิ่งไม้ เป็นต้น
รูปร่างของดักแด้

รูปร่างของดักแด้ผีเสื้อแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป การวางหรือการเกาะของดักแด้ต่าง ๆ พอจะแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะคือ
แบบห้อยเอาหัวลงแขวนไว้กับกิ่งไม้ เช่นดักแด้ของผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อหนอนใบรัก ดักแด้ของผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่
แบบเกาะอยู่กับกิ่งไม้โดยการพันใยเกี่ยวไว้รอบลำตัว เช่นดักแด้ของผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อหางติ่ง ดักแด้ของผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อหนอนกะหล่ำ
แบบวางราบตามพื้น หรืออยู่ในใบไม้ที่ม้วนกันเป็นหลอดเช่นดักแด้ของผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อบินเร็ว ดักแด้ผีเสื้อในวงศ์ผีเสื้อสีตาล
เมื่อตัวหนอนภายในดักแด้เริ่มเปลี่ยนแปลงรูปร่างจนโตเต็มที่ มีอวัยวะเหมือนผีเสื้อตัวเต็มวัยทุกประการแล้ว มันจะใช้ขาดันเปลือกดักแด้ให้ปริออกทางด้านหลังของส่วนอก แล้วขยับตัวออกมาจากเปลือก จากนั้นจึงค่อย ๆ คลานออกไปเกาะพักให้ปีกที่ยังยับยู่ยี่ห้อยลงทางด้านล่าง ในช่วงนี้ผีเสื้อจะขับถ่ายของเสีย(mecomium) ภายในร่างกายที่เกิดขึ้นระหว่างเป็นดักแด้ทิ้ง จากนั้นผีเสื้อจะทำให้ปีกที่ยับยู่ยี่คลี่ออกและแข็งแรงขึ้น โดยหายใจเอาอากาศเข้าไปในตัวให้มากที่สุดทั้งทางรูจมูกทางปากแรงดันของอากาศและการหดตัวของกล้ามเนื้อจะช่วยอัดให้เลือดไหลเวียนไปตามเส้นปีก ช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นมันยังต้องเกาะพักผึ่งปีกที่หมาดอยู่ต่อไปอีกประมาณ 1-2 ชั่วโมง ปีกจึงจะแห้งสนิท แล้วในที่สุดก็จะออกบินเป็นผีเสื้อตัวเต็มวัยสมบูรณ์พร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไป

ผีเสื้อจัดเป็นสัตว์ในไฟลัมอาร์โทร์โปดา (Phylum Arthropoda) เช่นเดียวกับแมลง ทั่วๆ ไป ผีเสื้ออยู่ในอันดับเลพิดอปเทอรา (Orderlepidoptera) ของชันอินเซกตา (Class Insecta) แมลงที่อยู่ในอันดับนี้มีลักษณเด่นตรงที่ปีกปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเล็กๆ เรียงซ้อนกัน คำว่าเลพิดอปเทอรา (Lepidoptera) มาจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ เลพิส (Iepis) แปลว่าปีก นั่นก็คือ ปีก,เกล็ด หรือ ปีกมีเกล็ด

ทำไมเราจึงเรียกแมลงปีกบางสีสดสวยนี้ว่า ผีเสื้อ สันนิษฐานกันว่าเนื่องจากปีกของผีเสื้อมีสีสันสดใสเหมือนกับสีของเสื้อผ้าที่คนเราสวมใส่ และการที่ผีเสื้อบินร่อนไปมา ทำให้คนโบราณคิดกันไปว่ามีผีไปสิงอยู่ในตัวมัน แม้นแต่ในปัจจุบัน ชาวชนบทบางแห่งก็ยังเรียกผีเสื้อว่า แมลงผี บางท่านก็สันนิฐานว่ามาจาก ผีเชื้อ เนื่องจากคติทางอีสานเชื่อว่าการที่มีผีเชื้อบินมาเป็นกลุ่มจำนวนมากมายจะเกิดโรคระบาด จึงทำให้เข้าใจกันว่าผีเสื้อเป็นผีเชื้อโรค สำหรับทางภาคเหนือเรียกผีเสื้อว่า แมงกะป้อหรือแมงกะเบี้ย ชื่อเรียกในภาษาอื่น มีเช่น ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโจโจ้ ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่าหู่เตี๊ยบ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Butterfly แต่ไม่ว่าแมลงปีกบางที่ประดับด้วยเกล็ดหลากสีสันนี้จะมีชื่อเรียกอย่างไรก็ตาม ผู้คนต่างยอมรับว่าผีเสื้อคือหนึ่งในหมู่แมลงที่สร้างความสวยงามให้แก่ธรรมชาติ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s